มารู้จักพรรคการเมืองไทย นอกกระแสกันดีกว่า

แม้ว่าช่วงนี้การเมืองไทยของเราจะไม่เป็นรูปแบบอย่างที่เราคุ้นเคย แต่เชื่อว่าเดี๋ยวก็คงกลับเข้ารูปเข้ารอยเองนั่นแหละ ระหว่างนี้พรรคการเมืองทุกพรรคถูกสั่งห้ามไม่ให้จัดกิจกรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่ พรรคเล็กก็ตาม หากเป็นพรรคใหญ่ก็อาจจะไม่สะเทือนเท่าไร แต่เป็นพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กนี้อาจจะทำให้หายไปจากสารระบบการเมืองไทยได้เลย เพราะไม่ได้ยินชื่อ เพื่อไม่ให้เป็นอย่างนั้น เราจะพาไปรู้จักพรรคการเมืองไทยที่อยู่นอกกระแสบ้างดีกว่า

พรรคทวงคืนผืนป่าแห่งประเทศไทย

พรรคแรกชื่อว่า พรรคทวงคืนผืนป่าแห่งประเทศไทย พรรคนี้ชูจุดเด่นนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมและผืนป่ามาตั้งแต่ต้น มีผู้นำของพรรคือ นายดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตอนนั้นข่าวที่ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักขึ้นมาก็คือการทวงคืนผืนป่า จากนายทุนนั่นแหละ เลขาธิการพรรคคือ นายวีระพล สุทธิพรพลางกูล และ โฆษกพรรค นายวิลาศ ผิวเหมาะ เคยส่งผู้แทนลงเลือกตั้งเหมือนกันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต 12 (เขตดอนเมือง) แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก แพ้ตัวแทนจากค่ายประชาธิปัตย์ที่ส่งนายแทนคุณ จิตต์อิสระไป น่าคิดเหมือนกันว่าหากครั้งนั้นพวกเค้าได้ที่นั่งในสภา พรรคนี้จะสามารถทวงคืนผืนป่าจากนายทุนได้ตามที่เคยคุยไว้จริงหรือเปล่า

พรรคประชากรไทย

พรรคที่สอง ผู้เขียนขอย้อนวัยสักนิดหนึ่ง จำได้ว่าตอนเด็กนั้นที่บ้านชื่นชอบพรรคประชากรไทย ที่นำโดยท่านสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรคมากทีเดียว พรรคนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 9 มีนาคม 2522 โดยท่านสมัคร สุนทรเวชนี่แหละ โลโก้ของพรรคเป็นรูปครอบครัวพ่อแม่ลูก 4 คนยืนจับมือกันแล้วมีชื่อพรรคภาษาไทยและภาษาอังกฤษล้อมรอบ พรรคนี้ถือว่าเป็นอีกพรรคหนึ่งที่เก่าแก่และมีการดำเนินงานในด้านการเมืองมาหลายอย่าง เป็นพรรคเล็กไม่หวือหวามาก เริ่มส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งเมื่อปี 2522 ก็ได้ที่นั่งไปถึง 29 คนจากในกรุงเทพ และต่างจังหวัดอีก 3 คน กลุ่มเริ่มมีปัญหากันภายในเมื่อปี 2540 ในยุคของนายชวน หลีกภัยที่ขึ้นเป็นนายกสมัยที่ 2 แล้วบทบาทก็ลดลงไปรวมถึงขนาดของพรรคด้วย

พรรคประชากรไทยกลับมาชื่อเสียงอีกครั้งในตอนที่ นายสมัคร สุนทรเวช ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ครั้งนั้นได้รับการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย แต่พรรคกลับมีขนาดลดลง ปัจจุบันพรรคการเมืองนี้ดำเนินการโดย นายสุมิตร สุนทรเวช น้องชายของท่านสมัคร เรื่องราวของพรรคนี้จะว่าไปก็เหมือนตลกร้าย ตรงที่ว่าผู้ที่สร้างพรรคมากับมือ อย่างนายสมัคร สุนทรเวช กลับต้องทิ้งพรรคไปเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับพรรคการเมืองอื่น